สืบเนื่องมาจากการได้รับ tag อย่างไม่คาดฝันจาก cocon ทำให้ได้ย้อนกลับไปมองสิ่งที่เคยทำมาในอดีต ดูสิว่าเราจะทำเวอร์ชั่นใหม่ๆจากของเก่าๆได้อย่างไรบ้าง ก็ได้มาเจอกับรูปสีรูปหนึ่งที่สามารถฝ่ามรสุมกาลเวลา(ในภูเขากองงานขยะที่บ้าน)มาได้โดยไม่บุบสลาย สมัยนั้นยังไม่ได้เรียนรู้การระบายสีน้ำอย่างถูกวิธีเสียด้วยซ้ำ (เราได้เรียนรู้เรื่องการเขียนสีน้ำอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกจาก อ.โกศล พิณกุล ตอนอายุ 12) แน่นอนว่ากระดาษที่ใช้ก็คือ แคนสัน 100 ปอนด์ทั่วไปที่ขายในท้องตลาด ส่วนสีน้ำเป็นตราม้าธรรมดาที่เด็กประถมสมัยก่อนใช้กัน(ตามมีตามเกิด) นี่เป็นภาพประกอบคอมิคในตอนนั้นที่เขียนไปเรื่อยเปื่อย ยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มทำอะไรยังไงเลย
![]()
ภาพออกจะดูเศร้าๆหน่อยเพราะเนื้อเรื่องคอมิคเป็นอย่างนั้น
รูปนี้เขียนตอนจบปริญญาตรีแล้ว ช่วงกลางปี 2006 สั่งสมความรู้เรื่องวัสดุอุปกรณ์มาไกลแล้ว หวนกลับมาเห็นภาพเก่าก็เลยลองเขียนรีเมคเล่นๆทดลองสีน้ำเกรดอาร์ทิส บนกระดาษฟาบริอาโน 280 แกรม
หลังจากได้รับ tag ตอนต้นปี 2008 ก็เลยลองเขียนอีกสักภาพ น่าแปลกที่อารมณ์ของภาพก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นลำดับด้วย ระบายแบบ Painterly style มากขึ้นบนกระดาษถ่ายเอกสาร 100 แกรม
เรื่องที่จะเขียนก็มาจากภาพหลังสุดที่ทำนี่ล่ะค่ะ เราเคยได้ยินคนเขียนสีน้ำเก่งๆคนนึงจากบอร์ดที่เราเล่นอยู่ว่าเขาเขียนสีน้ำลงบนกระดาษถ่ายเอกสารธรรมดา(จะเรียกว่าเป็นกระดาษพิมพ์ดีด หรือกระดาษปริ๊นท์ก็ได้) แน่นอนว่าเป็นการวาดเล่นและก็ไม่อยากแนะนำสำหรับคนที่ต้องการเก็บผลงานไว้ดูนานๆ คนส่วนมากฟังดูคงคิดว่ามันเป็นไปได้ยากทีเดียว เพราะกระดาษซีร็อกซ์นอกจากจำนวนแกรมจะน้อยซึ่งทำให้เยื่อกระดาษมีความบางแล้ว ยังไม่เหมาะสำหรับการซึมซับน้ำที่มีปริมาณมากอีกด้วยเพราะกระดาษจะยับย่นและยุ่ยอย่างรวดเร็ว เราเชื่ออย่างนี้มาตลอดจริงๆค่ะจนกระทั่งเราได้เห็นงานที่ทำบนกระดาษถ่ายเอกสารและได้ทดลองทำด้วยตัวเอง
ข้อจำกัดที่ว่ากระดาษถ่ายเอกสารซึมซับน้ำได้ไม่มากและยับย่นอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องจริงที่สุดค่ะ เรายังไม่ค่อยแน่ใจในคุณสมบัติของกระดาษชนิดนี้นัก ในตอนแรกจึงทดลองเขียนลงบนกระดาษ SB 100 แกรมดูก่อน เพราะมีจำนวนแกรมที่มากกว่ากระดาษ 80แกรม และเนื้อหนากว่าที่ใช้ถ่ายเอกสารทั่วไป ปรากฏว่าคุณสมบัติของกระดาษ 100 แกรมนั้นแทบไม่น่าเชื่อทีเดียวว่าความรู้สึกจะคล้ายกับกระดาษอาร์เช่เนื้อเรียบ 185 แกรม ต่างกันที่กระดาษอาร์เช่นั้นจะดูดซับน้ำสีทันทีที่ลงพู่กัน ในขณะที่กระดาษ 100 แกรมนี้แทบจะไม่ดูดซึมน้ำและสีเลย สีน้ำที่ลงไปจะเกาะที่พื้นผิวกระดาษอยู่อย่างนั้นและจะค่อยๆระเหยแห้งไปเอง สามารถเล่นเอ็ฟเฟ็กสีเปียกได้เหมือนสีน้ำบนกระดาษไฮโซเสียด้วยซ้ำ เพราะประกายน้ำหรือ Water shine จะยังคงอยู่เป็นเวลานานกว่ากระดาษแพงๆถึง 3 เท่าเนื่องจากน้ำไม่ซึมลงกระดาษนั่นเอง แต่ถ้าหากย้ำสีย้ำพู่กันลงมากครั้ง ความบางของเนื้อกระดาษก็ไม่อาจทานทนได้ค่ะ มีอาการช้ำบ้างเหมือนกัน ตอนกระดาษแห้งก็อาจมีย่นเป็นคลื่นเล็กน้อย ในขณะที่กระดาษอาร์เช่จะเรียบสนิทเหมือนไม่เคยโดนน้ำมาก่อนเลย
SB 100 แกรม และ Double A 80 แกรม ระบายแบบเรียบและไล่ระดับสี
SB 100 แกรม เอ็ฟเฟ็กสีกระเซ็น
SB 100 แกรม ลองโรยเกลือดูก็เข้าท่า สามารถรอจนกระทั่งประกายน้ำอยู่ระดับ 4 ค่อยโรยก็ยังได้ แถมไม่ต้องใช้เครื่องเป่าด้วย
ในเมื่อกระดาษ 100 แกรมยังใช้การได้ เราเลยลองขยับมาที่กระดาษ Double A 80 แกรมดูบ้างค่ะ คุณสมบัติในการซึมซับน้ำของกระดาษ 80 แกรมนั้นดีไม่เท่ากระดาษ 100 แกรม เพราะน้ำสีจะคงอยู่บนผิวกระดาษเพียง 1-2 วินาทีก่อนที่จะซึมเข้าในเนื้อกระดาษจนเห็นเป็นรอยซึมช้ำ ถ้าลงน้ำมากก็อาจซึมไปถึงด้านหลังถึงขนาดกระดาษขาดได้ทีเดียว แต่อาการซึมจนกระดาษช้ำนั้นกลับเป็นทริคอีกอย่างที่ทำให้การระบายสีน้ำบนกระดาษ 80 แกรมดูเรียบค่ะ และอาการช้ำจะหายไปเมื่อกระดาษแห้ง กระดาษ 80 แกรมไม่สามารถเล่นเอ็ฟเฟ็กสีเปียกได้เลยอันเนื่องมาจากเนื้อกระดาษไม่อำนวย ส่วนอาการยับย่นนั้นสงสัยว่าจะเลี่ยงไม่ได้จริงๆค่ะ
ใช้น้ำไม่มาก หน้าตาออกมาคล้ายๆงานลงสีด้วยมาร์กเกอร์ สามารถเห็นร่องรอยกระดาษย่นได้ชัดเจน
จะว่าไปแล้วกระดาษถ่ายเอกสารสมัยปัจจุบันนั้นมีคุณสมบัติที่เหนือกว่ากระดาษถ่ายเอกสารในอดีตมากทีเดียว เพราะนับตั้งแต่กระดาษดับเบิ้ลเอออกมาสู่ตลาดและโปรโมทว่าเป็นกระดาษที่ไม่ติดในเครื่องถ่ายเอกสารกระดาษยี่ห้ออื่นๆก็แข่งขันกันผลิตกระดาษที่มีคุณสมบัตินี้เช่นกัน และยังประยุกต์ไปใช้กับเครื่องปริ๊นท์อิงค์เจ็ทและเลเซอร์เจ็ทได้อีกด้วย(หน้าที่ในการพิมพ์ดีดคงจะหมดไปโดยปริยาย) แม้จะนำมาลงสีน้ำได้แต่เอาไว้ใช้แค่เวลาวาดเล่นดีกว่าค่ะ
โดน tag มาแต่ยังไม่รู้จะไป tag ใครต่อดี....