กระดาษที่ใช้สำหรับระบายสีน้ำมีมากมายหลากหลายยี่ห้อและชนิด การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคล แน่นอนว่าต้องขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ด้วย ในที่นี้จะขอแนะนำเรื่องกระดาษที่เราจะใช้ระบายสีน้ำกัน (ว่ากันตามประสบการณ์ส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณ)
ใช้กระดาษด้านไหนดี ?
การใช้กระดาษขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ไม่มีด้านใดเป็นด้านที่ถูก (ฝรั่งมักเรียกเป็น Felt side และ Wire side หมายถึง ด้านหน้าและด้านหลัง - ด้านที่ถูกกดทับผิวหน้าด้วยสักกะหลาดและด้านที่ใยกระดาษติดกับตะแกรงลวด) บางคนซื้อมาชอบใช้กระดาษด้านหลัง จึงขอเรียกกระดาษด้านที่ควรใช้ว่าเป็น "ด้านที่เหมาะสม" น่าจะดีกว่า
กระดาษอาร์เช่ 185 แกรม (ประมาณ 90 ปอนด์) แบรนด์ดังของฝรั่งเศส
กระดาษเดเลอร์-ราวนีย์ รุ่นวอทแมน 300 แกรม (140 ปอนด์) ของอังกฤษ
กระดาษฟาบริอาโน รุ่นอาร์ทิสทิโก 300 แกรม จากอิตาลี
กระดาษคุณภาพสูงที่มีขอบไม่คมมักจะมียี่ห้อเป็นลายน้ำอยู่ที่ขอบกระดาษ (กระดาษที่มีขอบไม่เรียบร้อยแสดงถึงราคาและคุณภาพของกระดาษที่อยู่ในระดับสูง ไม่จำเป็นจะต้องตัดกระดาษให้ขอบคม เก็บเอาไว้โชว์ได้) เมื่อนำไปส่องไฟ ด้านที่สามารถอ่านยี่ห้อเป็นภาษาได้ นั่นคือด้านที่เหมาะหรือศิลปินส่วนมากเลือกจะใช้ระบายสี บางครั้งกระดาษทำมือจากอิตาลีจะปรากฏลายน้ำที่บนหน้า Felt side เป็นอักษรกลับด้าน ข้อความที่ขีดเส้นใต้จึงไม่ใช่กฎตายตัว กระดาษที่ผลิตด้วยเครื่องบางยี่ห้อก็ไม่สามารถแยกแยะด้านหน้าด้านหลังได้จากลายน้ำ คุณภาพของกระดาษทั้งสองด้านจึงไม่แตกต่างกัน วิธีตรวจสอบว่าด้านใดเป็น Felt side และ Wire side คือทำกระดาษให้เปียกทั่วทั้งแผ่น กระดาษส่วนใหญ่เมื่อเปียกจะม้วนเป็นทรงกระบอก ด้านในของทรงกระบอกก็คือ Wire side
กระดาษที่ราคาแพงพอประมาณหรือไม่แพงนักมักจะตัดขอบคมเรียบร้อย บางยี่ห้อพิมพ์กดลายยี่ห้อไว้ ก็ให้ถือด้านที่อ่านยี่ห้อเป็นภาษาได้เป็นด้านที่เหมาะจะใช้ระบายสี
กระดาษบางยี่ห้อไม่มีลายน้ำ ไม่พิมพ์กดลายไว้ ก็ต้องสังเกตลายกระดาษกันเอง ส่วนมากมักจะเป็นด้านที่มีพื้นผิวที่หยาบกว่าอีกด้าน บางยี่ห้อเป็นกระดาษที่ผิวหยาบทั้งสองด้านจนแยกแทบไม่ออก ซึ่งต้องสังเกตลายนูนกระดาษ ด้านที่เหมาะใช้ระบายสีมักมีลายกระดาษนูนใหญ่กว่าและสามารถอุ้มน้ำสีได้ดีกว่า ในขณะที่อีกด้านจะเป็นลายกระดาษละเอียดถี่ยิบ หรือมีพื้นผิวที่ดูเรียบกว่าอีกด้าน กระดาษที่ผลิตด้วยเครื่องจักรบางครั้งไม่สามารถแยกด้านหน้าด้านหลังได้ การจะเลือกใช้ด้านใดลงสีจึงต้องแล้วแต่ผู้ใช้ กระดาษใหม่มักไม่เห็นความแตกต่างของสองด้านขณะลงสี แต่ถ้ากระดาษเก่า ขณะลงสีบนกระดาษไม่ว่าจะเป็นด้านที่เหมาะหรือไม่ กระดาษจะดูดน้ำสีที่ผิวหน้าจนแห้งในทันที และจะเป็นรอยช้ำๆ ทั้งสองด้าน นั่นแสดงว่ากระดาษหมดอายุแล้ว
พื้นผิวของกระดาษมีหลากหลาย สามารถแบ่งคร่าวๆได้ดังนี้
- ผิวหยาบ (Torchon หรือ Rough) ให้ลายหยาบสะใจ ลายขรุขระช่วยอุ้มน้ำได้ดี เหมาะกับการระบายแบบปาดเป็นบริเวณกว้าง ไม่เน้นรายละเอียด ใช้เล่นเอ็กเฟ็กสีน้ำได้ดีที่สุด
- ผิวกึ่งหยาบ (Cold-pressed หรือ Not) มีพื้นผิวพอให้รู้สึกเล็กน้อย ระบายได้ทั้งแบบปาดเร็วและเก็บรายละเอียดได้พอประมาณ ใช้ได้ดีกับเอ็ฟเฟ็กเกี่ยวกับน้ำและการปาดแห้ง
- ผิวเรียบ (Hot-Pressed หรือ Smooth) มีผิวเรียบสนิท เหมาะกับการเก็บรายละเอียดถี่ยิบ ทีละเล็กละน้อย ไม่เหมาะกับการระบายแบบปาดเป็นบริเวณกว้าง เพราะสีจะซึมลึกลงกระดาษหรือไม่ก็แห้งอย่างรวดเร็ว ทำเอ็ฟเฟ็กน้ำและสีซึมไม่ค่อยได้
- ผิวผ้าใบ (Canvas) ส่วนมากเป็นผ้าใบขึงบนกระดาษแข็งอีกที บางยี่ห้อเป็นกระดาษลายผ้าใบ พื้นผิวที่คล้ายผ้าทำให้เล่นเอ็ฟเฟ็กสีน้ำซึมไม่ค่อยได้ดังใจ
กระดาษคุณภาพดีที่มีขายในประเทศไทย
- CANSON 140 ปอนด์ (45 บาท/แผ่น)
* CANSON Barbizon 240 แกรม (62 บาท/แผ่น)
- CANSON Fontenay 140 ปอนด์ (185 บาท/แผ่น)
- CANSON Montval Nouveau เคยเห็นแต่แบบเป็นเล่ม (ไม่เกิน 1000 บาท)
- CANSON Montval Tradition
* Clairefontaine 300 แกรม (250 บาท/แผ่น)
- Fabriano 280 แกรม (45 บาท/แผ่น)
- Fabriano F5 (90 บาท/แผ่น)
* Fabriano Artistico 140 ปอนด์ (155 บาท/แผ่น)
- Favini (45 บาท/แผ่น)
- Daler-Rowney Langton 140 ปอนด์ (105 บาท/แผ่น)
* Daler-Rowney Whatman 140 ปอนด์ (215 บาท/แผ่น)
- Arches 185 แกรม (180 บาท/แผ่น)
* Arches 300 แกรม (335 บาท/แผ่น)
* Arches 335 แกรม
* Arches 640 แกรม (700 บาท/แผ่น)
* Arches 850 แกรม (925 บาท/แผ่น)
- Talens Van Gogh 300แกรม แบบเป็นเล่ม
- Talens Rembrandt 300 แกรม แบบเป็นเล่ม (ประมาณ 1500-1700 บาท)
- Sennelier (ไม่เกิน 200 บาท/แผ่น)
* เป็นกระดาษที่อุ้มความชื้นได้นาน เหมาะสำหรับเทคนิคเปียกบนเปียก (wet-on-wet)
กระดาษที่ขายในเมืองไทยมียี่ห้อค่อนข้างจำกัด ยี่ห้อเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ตามห้างและร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆในกรุงเทพฯ ในร้านเครื่องเขียนที่อื่นๆ(ที่ยังหาไม่พบ)อาจมียี่ห้อที่แปลกออกไปจำหน่าย เช่น Bockingford และ Saunders Waterford กระดาษความหนาสูงสุดเท่าที่เคยเห็นคือ 850 แกรม (400 ปอนด์) มักจะเป็นแบบ Torchon สามารถอุ้มความชื้นได้นาน บางยี่ห้อผลิตจากใยฝ้าย 100% หรือใยลินิน ซึ่งทำให้มีราคาสูง
กระดาษคุณภาพดี ราคาสูงช่วยคุณได้
กระดาษคุณภาพสูงกว่า CANSON Fine Face หรือ Renaissance 100 ปอนด์ช่วยคุณได้ เพราะกระดาษคุณภาพดีจะช่วยให้การลงสีน้ำเป็นไปอย่างมืออาชีพมากขึ้น สามาถหน่วงเวลาสีแห้งได้นานโดยไม่ต้องอาศัยการหล่อเลี้ยงน้ำมากนัก เพื่อเป็นตัวช่วยไม่ให้เกิดรอยขอบหรือเป็นชั้นๆอันไม่พึงประสงค์ และแม้ว่าจะลงน้ำชุ่มแค่ไหน เทคนิคสีน้ำแพรวพราวอย่างไร อาการบวมโป่งเป็นลูกคลื่นหลังกระดาษแห้งก็แทบไม่มี การใช้กระดาษดีๆบางยี่ห้อจะช่วยให้สีซึมลงกระดาษ (แต่ไม่ได้หมายความว่าสีจะไม่ละลายเมื่อถูกน้ำนะ) ส่วนกระดาษราคาถูก สีจะเกาะอยู่แค่ที่ผิวหน้า ไม่ได้ซึมลงเนื้อกระดาษ ทำให้สามารถละลายสีออกได้ง่ายกว่ากระดาษราคาแพง ในขณะเดียวกันความสดใสของสีก็จะลดลงมากด้วย
เกร็ดความรู้เรื่องกระดาษสีน้ำ
- กระดาษสีน้ำที่ผลิตจากใยฝ้าย ใยลินิน และใยเซลลูโลส จะมีราคาแตกต่างกัน
- กระดาษสีน้ำคุณภาพสูงแบ่งการผลิตเป็น 2 แบบ คือ mouldmade และ handmade ส่วนกระดาษคุณภาพปานกลางถึงต่ำจะผลิตด้วยเครื่องจักร
- sizing, sized ถ้าถูกกล่าวถึงกับกระดาษสีน้ำหมายถึงการเคลือบผิวหรือใยกระดาษด้วยเจลาติน ไม่เกี่ยวกับเรื่องขนาด
- กระดาษสีน้ำชนิด block (ไสกาวสี่ด้าน)มักมีการเคลือบผิวกระดาษที่เข้มข้นกว่าแบบแผ่น
กระดาษคุณภาพดีของต่างประเทศที่ขอแนะนำให้ลอง
- Hahnemühle Albrecht Dürer ชนิด block ขนาด 9"x12" ของเยอรมนี
- Saunders Waterford ชนิดผิวหยาบและกึ่งหยาบ กระดาษคุณภาพสูงของอังกฤษ
- Fabriano Esportatzione กระดาษทำมือราคาสุดแสนแพงหูดับ ผลิตในอิตาลี
- Fabriano Umbria กระดาษทำมือชนิดไม่เคลือบเจลาติน
- Twinrocker ชนิดหยาบ กระดาษคุณภาพดีที่ผลิตในสหรัฐฯ
รู้เรื่องกระดาษเพิ่มเติมที่ Handprint (ภาษาอังกฤษ ละเอียดมากๆ)
รู้เรื่องกระดาษแบบสบายๆกับลิงใจดี
ไม่ค่อยมีข้อมูลที่ต้องการ